“ชีวิตนี้เกิดมาเพื่อแสวงหาความสุข”
 ปรัชญาชีวิตบทนี้ แท้จริงเป็นปรัชญาที่เกิดจากสัญชาตญาณของมนุษย์
ไม่ต้องมีใครมาแนะนำสั่งสอน
สุขที่เกิดจาก
 “การได้” เรียนกันจนช่ำชองแต่สุขที่เกิดจากการ “เสียสละ” จะมีได้สักกี่คน
การบริโภคความสุข  ก่อเกิดลัทธิบูชาเงินตรา เงินคือพระเจ้า
ความมั่งมีคือเป้าหมายที่ต้องกระเสือกกระสนให้ถึงทั้งนี้ยังมิได้พูดถึง ผลกระทบที่ก่อเกิดสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
ปรากฎการณ์เรือนกระจก
 รูโอโซนรั่ว ภัยธรรมชาติโหมกระหน่ำ ฯลฯ 
 ความมัวเมาหลงใหลในค่านิยม “ความสุข” เกิดปฏิกิริยาตัวที่ ๒ คือ
การบริหาร ปรนเปรอตัวเอง เหตุเพราะชีวิตจะสง่างามได้เขาจะต้องทำตัวให้มีคุณค่า
 ลัทธิบูชาความสุข
 จึงกลายเป็นเพียงเครื่องมือเปลี่ยน สภาพจากมนุษย์ กลายเป็นแค่เศษขยะสกปรกชิ้นหนึ่ง
คุณค่า
 ของชีวิตได้มาจากการบริการผู้อื่น ยิ่งลดเวลาปรนเปรอตัวเองมากเท่าใด
 เราก็ยิ่งจะมีเวลาที่จะดูแลช่วยเหลือผู้อื่นมากเท่านั้น
 กินน้อย ใช้น้อย ทำงานให้มาก ที่เหลือเจือจุนสังคมวาทะนักการเมืองที่เคยเป็นผู้ว่า กทม. มาแล้ว
 เป็นรองนายกรัฐมนตรีมาแล้ว  เป็นผู้ต่อสู้เพื่อบ้านเมืองมาแล้ว ถ้าตั้งใจระลึกดูก็คงจะกะกันได้ว่าเป็นผู้ใด
และ
 นี่ก็เป็นสาระของชีวิต
อีกข้อหนึ่งที่จะต้องฝึกฝนปฏิบัติให้สำเร็จลดบริการตัวเองในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเรื่องการกิน
 อยู่หลับนอน
 ขณะเดียวกันก็หันไปเพิ่มการบริการรับใช้เป็นไม้ที่ที่แก่น เป็นดาวก็ดาวฤกษ์ มิใช้แค่เทหวัตถุอับแสง