การที่จะให้วัตถุสิ่งของที่เป็นอสังหาริมทรัพย์นำเคลื่อนที่ไปไม่ได้ก็นิยมใช้การหลั่งน้ำนอบถวายแทน
เช่น
พระเจ้าพิมพิสาร
ทรงมอบถวายพระราชอุทยานเวฬุวันแด่พระพุทธเจ้า
ก็ทรงใช้น้ำเทหลั่งลงถวายพระพุทธองค์แทนน้ำพระทัย
ที่ทรงมอบถวายด้วยพระราชศรัทธา
การประกาศความตกลงใจ ซึ่งเป็นนามธรรมไม่มีรูปร่าง เช่น
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกาศอิสรภาพ
ก็ทรงใช้น้ำเทลงหลั่งไหลเป็นสาย
อันเป็นนิมิตหมายแห่งน้ำพระทัยเด็ดเดี่ยวที่แสดงออก
ให้ปรากฏแก่ประชาชนทั้งหลาย ฉันใด
การจะให้ส่วนบุญส่วนกุศลซึ่งเป็นนามธรรม
ก็เช่นเดียวกันนิยมใช้น้ำบริสุทธิ์เทหลั่งลงเป็นสาย
อันเป็นนิมิตรหมายแห่งสายน้ำใจ อันใสสะอาดบริสุทธิ์
ที่ตั้งใจอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ให้แก่ท่านที่ล่วงลับไปแล้ว
ฉันนั้น
ความมุ่งหมายของการกรวดน้ำ๑
การกรวดน้ำเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลที่ตนได้บำเพ็ญแล้ว
แผ่ไปให้แก่ผู้ล่วงลับขันธ์ไปแล้ว
ถ้าผู้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้นั้น
มีอาวุโสสูงกว่าผู้ล่วงลับไปแล้ว เช่น พ่อ แม่
กรวดน้ำกุศลไปให้แก่บุตรธิดาผู้ล่วงลับไปแล้ว
หรือผู้บังคับบัญชากรวดน้ำอุทิศให้แก่ผู้อยู่ในบังคับบัญชาผู้ล่วงลับไปแล้ว
เช่นนี้ ชื่อว่า
เป็นการแผ่เมตตากรุณาแก่ผู้ล่วงลับไปแล้วเหล่านั้น
ให้มีความสุขตามแก่คติวิสัยสัมปรายภพนั้น ๆ
ถ้าผู้กรวดน้ำอุทิศกุศลนั้น มีฐานะต่ำกว่าผู้ล่วงลับไปแล้ว เช่น
บุตรธิดา กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่บิดา มารดาผู้ล่วงลับไปแล้ว
หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากรวดน้ำ
อุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านผู้บังคับบัญชาผู้ล่วงลับไปแล้ว
เช่นนี้
ชื่อว่าเป็นการแสดงกตัญญูกตเวทิตาธรรมแก่ท่านเหล่านั้น
เพื่อช่วยส่งเสริมบุญบารมีของท่านให้เจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น
วิธีปฏิบัติการกรวดน้ำ
การกรวดน้ำนี้ นิยมทำกันในงานบุญทุกชนิดทั้งงานมงคล และงานอวมงคล
เพื่ออุทิศ ส่วนกุศลที่ตนได้บำเพ็ญแล้ว
นั้น
ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว
น้ำที่ใช้ในการอุทิศส่วนกุศลนั้น นิยมใช้น้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์
โดยไม่มีสิ่งใดปนเจือทั้งสิ้น
นิยมใช้ภาชนะสำหรับกรวดน้ำโดยเฉพาะ โดยพิธีทำบุญต่าง ๆ (ถ้ามี)
ถ้าไม่มี ก็นิยมใช้แก้วน้ำ หรือขันน้ำแทน
และนิยมจัดเตรียมไว้
ให้เรียบร้อยก่อนเวลาจะใช้
การกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลนี้ นิยมกระทำหลังจากถวายเครื่องไทยธรรม
แด่พระสงฆ์แล้ว เมื่อพระเถระประธานสงฆ์
เริ่มอนุโมทนาว่า
(ยถา-)
เจ้าภาพงานหรือประธานพิธีก็เริ่มหลั่งน้ำอุทิศส่วนกุศล;
ถ้าผู้กรวดน้ำนั่งอยู่กับพื้น
นิยมนั่งพับเพียบจับภาชนะสำหรับกรวดน้ำด้วยมือทั้งรินน้ำให้ไหลลงเป็นสาย
ถ้าภาชนะที่ใช้กรวดน้ำนั้น มีปากกว้าง เช่น ใช้แก้วน้ำหรือขันน้ำ
นิยมใช้นิ้วชี้ขวารองรับสายน้ำให้ไหลลง
ไปตามนิ้วชี้นั้น
เพื่อป้องกันมิให้น้ำไหลลงเปรอะเปื้อนพื้น
ถ้าภาชนะนั้นปากแคบ
ไม่นิยมใช้นิ้วมือรองรับสายน้ำนั้นอีก
กิริยาอาการที่กรวดน้ำนั้นนิยมรินน้ำ
ให้ไหลลงเป็นสายโดยไม่ขาดตอนเป็น ระยะๆ
จะดูไม่งามพร้อมกับ
การรินน้ำลงเป็นสายนั้น
นิยมตั้งจิตสำรวมอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว
ดังนี้
: -
คำกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล
อิทัง
เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
(ขอส่วนกุศลนี้
จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า
ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงมีความสุข หรือว่า
ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอุทิศผลบุญกุศลนี้ไปให้ไพศาล
ถึงบิดามารดาและอาจารย์ ทั้งลูกหลานใกล้ชิดสนิทกัน
คนเคยร่วมเคยรักสมัครใคร่ มีส่วนได้ในกุศลผลบุญของฉัน
ทั้งเจ้ากรรมนายเวร และเทวัญ
ขอให้ท่านอนุโมทนาทั่วหน้าเทอญ
เมื่อได้ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลเป็นส่วนรวมแล้ว นิยมอุทิศระบุ
เฉพาะ
เจาะจงชื่อ
นามสกุลของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว
อย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อพระสงฆ์รูปที่สองรับอนุโมทนาว่า
(สัพพีตีโย) ผู้กรวดน้ำนิยมเทน้ำ
กรวด
ให้หมดภาชนะ แล้วประนมมือรับพรต่อไปจนจบ
ขณะที่พระสงฆ์กำลังสวดบทอนุโมทนาอยู่นั้น
เจ้าภาพหรือประธานหรือประธานพิธีไม่ควรลุกไปทำธุระอย่าง
อื่น
เพราะเป็นเวลาที่พระสงฆ์กำลังกล่าวคำประสิทธิ์ประสาทพร
ให้แก่เจ้าภาพหรือ ให้แก่ประธานในพิธีนั้น
เมื่อพระสงฆ์อนุโมทนาสวดจบแล้ว
เจ้าภาพหรือประธานในพิธีนิยมกราบหรือ
ไหว้แสดงความเคารพพระสงฆ์อีกครั้ง
ตามสมควรแก่สถานที่นั้น
คือถ้านั่งอยู่กับพื้นก็นิยมกราบ
ถ้านั่งเก้าอี้ก็นิยมยกมือไหว้
บ้านเรือน
เพื่อฝากไว้กับแม่พระธรณี ห้ามมิให้เทลงในกระโถน
หรือเทลงในที่สกปรก
ระเบียบปฏิบัติการไปงานศพ
การไปงานรดน้ำศพ
-
คฤหัสถ์ผู้ไปงานรดน้ำศพนั้น
ทั้งสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษนิยมแต่งกายไว้ทุกข์แก่ท่าน
ที่ล่วงลับไปแล้วตามความนิยมของสังคมท้องถิ่นนั้น ๆ
พร้อมกับเตรียมภาชนะใส่น้ำอบ ไทยสำหรับใช้รดน้ำศพไปด้วย
(ถ้ามี)
การรดน้ำศพนั้น
ถือกันสืบมาว่าเป็นกิริยาอาการขอขมาโทษต่อศพของท่าน
ผู้ล่วงลับไปแล้ว
เพื่อจะได้ไม่มีเวรไม่มีกรรมกันต่อไป
-
ในการรดน้ำศพนั้น
จึงนิยมทำการรดน้ำเฉพาะศพของท่านผู้มีอาวุโสสูงกว่าตน
หรือศพของผู้มีอาวุโสรุ่นราวคราวเดียวกันเท่านั้น
ท่านผู้มีอาวุโสสูงกว่าผู้ล่วงลับไปแล้ว
ก็นิยมไปร่วมพิธีในงานรดน้ำศพนั้นด้วย
เพื่อเป็นการให้เกียรติและไว้อาลัยแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่ไม่นิยมรดน้ำขอขมาศพ
วิธีปฏิบัติการรดน้ำศพคฤหัสถ์
- ถ้าเป็นศพคฤหัสถ์ ซึ่งมีอาวุโสสูงกว่าตน
ก่อนจะทำพิธีรดน้ำศพนิยมนั่งคุกเข่าน้อมตัวลงยกมือไหว้พร้อมกับนึกขอขมาโทษศพนั้นว่า
กายะกัมมัง
วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง อะโหสิกัมมัง โหตุ
ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินต่อท่าน
ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดี ขอท่านโปรด อโหสิกรรม
ให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด
- เมื่อยกมือไหว้ขอขมาโทษต่อศพจบแล้ว
ก็ถือภาชนะสำหรับรดน้ำด้วยมือทั้งสอง
เทน้ำลงที่ฝ่ามือขวาของศพพร้อมกับนึกในใจว่า
อิทัง มะตะกะสะรีรัง อาสิญจิโตทะกัง วิยะ
อะโหสิกัมมัง
(ร่างกายที่ตายแล้วนี้
ย่อมเป็นอโหสิกรรม ไม่มีโทษเหมือนน้ำที่รดแล้วฉะนั้น)
- เมื่อรดน้ำศพเสร็จแล้ว
นิยมน้อมตัวลงยกมือไหว้พร้อมกับนึกอธิษฐานว่า
ขอจงไปสู่สุคติ
ๆ เถิด
เป็นเสร็จพิธี
วิธีปฏิบัติการรดน้ำศพพระสงฆ์
- ถ้าเป็นศพพระภิกษุสงฆ์ ก่อนรดน้ำศพ นิยมนั่งคุกเข่าตามเพศ
คือถ้าเป็นสุภาพบุรุษ พึงนั่งคุกเขาตั้งปลายเท้าลงจรดพื้น
ถ้าเป็นสุภาพสตรี พึงนั่งคุกเข่าราบ
เหยียบหลังเท้าราบไปกับพื้น กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ๓
ครั้ง
พร้อมกับนึกขอขมา
โทษดังกล่าวแล้ว
- เมื่อกราบขอขมาโทษเสร็จแล้ว
พึงถือภาชนะสำหรับรดน้ำศพด้วยมือทั้งสอง
เทน้ำรดลงที่ฝ่ามือขวาของศพพร้อม
กับนึกในใจดังกล่าวแล้ว
- เมื่อรดน้ำศพเสร็จแล้ว นิยมกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์อีก ๓ ครั้ง
พร้อมกับนึกอธิษฐานดังกล่าวแล้ว เป็นเสร็จพิธี
การไปงานเผาศพ
- บุคคลผู้จะไปงานเผาศพนั้น
จะเป็นงานพระราชทานเพลิงศพก็ตามงานฌาปนกิจศพก็ตาม
นิยมแต่งกายไว้ทุกข์
แก่ท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว
ตามความนิยมของสังคมท้องถิ่นนั้น ๆ
- ผู้จะไปงานศพนั้น นิยมเตรียมเครื่องขอขมาศพ คือ ธูปไม้ระกำ
เทียน และดอกไม้จันทน์ (ถ้ามี)
แต่ในชนบทบางท้องถิ่นก็นิยมเตรียมเชื้อเพลิง เช่น ขี้ใต้
ไม้ฟืน เป็นต้น นำไปร่วมช่วยในการเผาศพนั้นด้วย
วิธีปฏิบัติการเผาศพ
- เมื่อขึ้นไปถึงเมรุแล้ว นิยมยืนตรง ห่างจากศพประมาณ๑
ก้าว ถ้าแต่งเครื่องแบบข้าราชการ นิยมยืนตรงโค้งคำนับ
ถ้ามิได้แต่งเครื่องแบบข้าราชการ
นิยมน้อมตัวลงยกมือไหว้พร้อมทั้งธูป เทียน
ดอกไม้จันทน์ที่อยู่ในมือ
(เฉพาะศพนั้นมีอาวุโสสูงกว่าตน
หรือมีอาวุโสรุ่นราวคราวเดียวกัน)
ขณะที่ยืนตรง โค้งคำนับ
หรือน้อมตัวลงยกมือไหว้นิยมตั้งจิตขอขมา
โทษต่อหน้าศพนั้นว่า
กายะกัมมัง
วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง อะโหสิกัมมัง โหตุ
ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินต่อท่าน ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจ ก็ดี
ขอท่านโปรด อโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด
- เมื่อขอขมาโทษจบแล้ว นิยมน้อมตัวลงวางธูป เทียน ดอกไม้จันทน์
ที่เชิงตะกอน พร้อมกับพิจารณาตัวเองถึงความตายว่า
อะยัมปิ
โข เม กาโย เอวังธัมโม เอวังภาวี เอวังอะนะ ตีโต
ร่างกายของเราแม้นี้แล
ย่อมมีความตายเป็นธรรมดาอย่างนี้
มีปกติเป็นอย่างนี้
ไม่ล่วงพ้นความตายอย่างนี้ไปได้
- เมื่อพิจารณาตนเองถึงความตายจบแล้ว
นิยมวางเครื่องขอขมาศพนั้นลงแล้วยืนตรงโค้งคำนับ
หรือยกมือไหว้ศพอีกครั้ง พร้อมกับนึกอธิษฐานในใจว่า
ขอจงไปสู่สุคติ
ๆ เถิด
ดังนี้แล้วเป็นเสร็จพิธี
- การที่ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายขึ้นไปทำพิธีเผาศพพร้อมกันนั้น
เป็นพิธีการแสดงความเคารพศพเท่านั้น
ยังไม่ใช่พิธีการเผาศพจริง
- เมื่อแขกที่ได้รับเชิญมาขึ้นไปทำความเคารพศพหมดแล้วนิยมให้
วงศาคณาญาติสนิทมิตรสหาย
ผู้ใกล้ชิดกับผู้ตายขึ้นไปทำการเผาศพจริงอีกครั้งหนึ่ง
จึงเสร็จพิธีเผาศพบริบูรณ์
ระเบียบปฏิบัติการทำบุญเก็บอัฐิ
การเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ในพิธี
ในพิธีการทำบุญเก็บอัฐินั้น
นิยมจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ไว้ให้มีพร้อมก่อนถึงเวลาทำบุญ
ดังต่อไปนี้
โกศสำหรับใส่อัฐิ
กล่องโลหะ คือ ลุ้ง หรือหีบไม้ สำหรับใส่อัฐิที่เหลือและอังคาร
ผ้าขาวสำหรับห่อกล่องโลหะ คือ ลุ้ง
หรือหีบไม้
-ผ้าสำหรับทอดบังสุกุลก่อนเก็บอัฐิ
อาหารหวานคาว สำหรับถวายพระสงฆ์
-นิมนต์พระสงฆ์ พิจารณาผ้าบังสุกุล
ก่อนเก็บอัฐิ
การกำหนดเวลาเก็บอัฐิ
-การกำหนดเวลาเก็บอัฐินั้น นิยมปฏิบัติกันโดยมาก
แบ่งออกได้เป็น ๒ แบบ คือ
ทำพิธีเก็บอัฐิตอนเย็น วันเผานั้น
หรือ
-ทำพิธีเก็บอัฐิตอนเช้า วันรุ่งขึ้น
-การทำพิธีเก็บอัฐิ ตอนเย็น วันเผานั้น
นิยมปฏิบัติในงานพระราชทานเพลิงศพหรืองานฌาปนกิจศพ
ที่จัดให้มีการทำบุญฉลองอัฐิติดต่อกันไปจากงานเผาศพนั้น
เพื่อรวบรัดงานบำเพ็ญกุศลให้แล้วเสร็จภายในวันเผานั้นเลยทีเดียว
ไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป
-
การทำพิธีเก็บอัฐิตอนเช้า วันรุ่งขึ้นนั้น
นิยมปฏิบัติในงานเผาศพที่เจ้าภาพมีความประสงค์จะบำเพ็ญกุศลทำบุญอัฐิ
ในวันรุ่งขึ้น
หรือยังไม่จัดงานทำบุญอัฐิก่อน เพราะยังไม่พร้อมด้วยเหตุใด ๆ
ก็ตาม
- ในการทำบุญเก็บอัฐิตอนเช้าวันรุ่งขึ้นนี้ นิยมจัดอาหารคาว
หวานใส่หาบโดยจัดใส่สำหรับคาว ๓ ที่
จัดใส่สำหรับหวาน ๓ ที่
แล้วจัดคนหาบ ๓ คน เดินเวียนรอบเชิงตะกอน ๓ รอบ
และขณะเดินเวียนรอบเชิงตะกอนนั้น
นิยมกู่เรียกหากัน
แล้วนำอาหารที่หาบมานั้น
ไปถวายพระสงฆ์ที่นิมนต์มาพิจารณาบังสุกุลอัฐิ
- พิธีการจัดอาหารคาวและหวานใส่สำรับ
แล้วให้คนหาบไปถวายพระสงฆ์ ๓ ที่อย่างนี้ นิยมเรียกว่า
พิธีสามหาบ
ความจริง ขณะที่คนหาบเดินเวียนรอบเชิงตะกอน ๓ รอบ
และกู่เรียกหากันเป็นวิธีปฏิบัติสมัยโบราณ
ซึ่งจำเป็น
จะทำอย่างนั้น เพราะสมัยโบราณ บ้านยังป่าดง
ส่วนมากและนิยมนำศพไปเผาในป่า
การเดินทางนั้นจึงจำเป็นต้องทำเครื่องหมายเอาเพื่อไม่ให้หลงทางกลับ
และอาหารหวานควาวในหาบนั้น
ก็เพื่อจะได้เป็นอาหารกินระหว่างเดินทางกับบ้านนั้นเอง
จึงเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อกันมา
ขออวยชัยให้ท่านผู้อ่าน
ประสบสุขสวัสดีมีชัยในชีวิต
เจริญพร
บทส่งท้าย
พระเดชพระคุณท่าน พระราชวรญาณมุนี เป็นพระเถระ ที่ประกอบด้วย
พรหมวิหารธรรม ๔ ประการ คือ
เมตตา กรุณา มุทิตา กรุณา
อุเบกขาเป็นที่ทราบดีของคณะศิษยานุศิษย์
ยิ่งด้วยกระผมแล้วได้มาอยู่ที่วัดพิศาลรัญญาวาส
ตั้งแต่
ปี พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้
ยิ่งกล้าพูดได้ว่าท่านเป็นพระเถระที่กรอบด้วยธรรมข้างต้นนั้น
เพราะการสัมผัสเมตตาธรรมเหล่านั้นตลอดมา
อีกอย่างหนึ่งนั้นพระเดชพระคุณท่านเป็นพระเถระนักพัฒนาทั้งทางด้าน
ศาสนวัตถุ และ ด้านบุคลากร
เพื่อเป็นการวางแนว
ทางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ทั้งทางด้านศาสนสถาน และศาสนบุคลากร
เพื่อการดำรงพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่
ให้พุทธศาสนิกชนได้รับปัญญาอันประเสริฐจากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
ยิ่งนับตั้งแต่พระเดชพระคุณท่านได้รับพระบัญชาจากมหาเถรสมาคม
ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอเมืองหนองบัวลำภู ใน พ.ศ.
๒๕๑๗พระเดชพระคุณท่านยิ่งเริ่มความมุมานะ
อุตสาหะเพิ่มขึ้นอีกในด้านการพัฒนาศาสนวัตถุ และสัทธิวิหาริก
อันเตวาสิก พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนทุกท่าน
ดังผลงานที่ปรากฏให้ท่านทั้งหลายได้ประสบพบเห็น
ในปัจจุบันี้
ยิ่งสำหรับกระผมแล้วในนามศิษยานุศิษย์รู้สึกขอบพระคุณ
และซาบซึ่งในเมตตาธรรมของเพราะเดชพระคุณ
พระราชวรญาณมุนี
เป็นอย่างยิ่งจึงขอกราบขอบพระคุณ
ขอบคุณท่านที่เคารพนับถือใน พระเดชพระคุณพระราชวรญาณมุนี
ที่สละเวลาอันมีค่าให้เกียรติมาร่วมในพิธีฉลองอายุ ๗๖
พรรษา
ในการจัดงานครั้งนี้
ขอกราบขอบพระคุณ
ขอบคุณในน้ำใจของท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน
หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ทำให้ท่านไม่ได้รับความสะดวก
เท่าที่ควรก็ขออภัยต่อท่าน ทั้งหลายไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ปัจจัยให้ท่านทั้งหลายประสบแต่สิ่งที่ดีงาม
สมบูรณ์พูนผลใน สิ่งที่พึงปรารถนา ทุกประการเทอญ ฯ
พระครูวินัยธรสมพร ปญญาวชิโร
ผู้เรียบเรียง