![]() ระเบียบการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล เหตุผลในการกรวดน้ำ
การที่จะให้วัตถุสิ่งของที่เป็นอสังหาริมทรัพย์นำเคลื่อนที่ไปไม่ได้ก็นิยมใช้การหลั่งน้ำนอบถวายแทน
เช่น
การประกาศความตกลงใจ ซึ่งเป็นนามธรรมไม่มีรูปร่าง เช่น
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกาศอิสรภาพ
การจะให้ส่วนบุญส่วนกุศลซึ่งเป็นนามธรรม
ก็เช่นเดียวกันนิยมใช้น้ำบริสุทธิ์เทหลั่งลงเป็นสาย
ความมุ่งหมายของการกรวดน้ำ๑
การกรวดน้ำเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลที่ตนได้บำเพ็ญแล้ว
แผ่ไปให้แก่ผู้ล่วงลับขันธ์ไปแล้ว
ถ้าผู้กรวดน้ำอุทิศกุศลนั้น มีฐานะต่ำกว่าผู้ล่วงลับไปแล้ว เช่น
บุตรธิดา กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่บิดา มารดาผู้ล่วงลับไปแล้ว
วิธีปฏิบัติการกรวดน้ำ
การกรวดน้ำนี้ นิยมทำกันในงานบุญทุกชนิดทั้งงานมงคล และงานอวมงคล
เพื่ออุทิศ ส่วนกุศลที่ตนได้บำเพ็ญแล้ว น้ำที่ใช้ในการอุทิศส่วนกุศลนั้น นิยมใช้น้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ โดยไม่มีสิ่งใดปนเจือทั้งสิ้น
นิยมใช้ภาชนะสำหรับกรวดน้ำโดยเฉพาะ โดยพิธีทำบุญต่าง ๆ (ถ้ามี)
ถ้าไม่มี ก็นิยมใช้แก้วน้ำ หรือขันน้ำแทน
การกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลนี้ นิยมกระทำหลังจากถวายเครื่องไทยธรรม
แด่พระสงฆ์แล้ว เมื่อพระเถระประธานสงฆ์
ถ้าภาชนะที่ใช้กรวดน้ำนั้น มีปากกว้าง เช่น ใช้แก้วน้ำหรือขันน้ำ
นิยมใช้นิ้วชี้ขวารองรับสายน้ำให้ไหลลง
กิริยาอาการที่กรวดน้ำนั้นนิยมรินน้ำ
ให้ไหลลงเป็นสายโดยไม่ขาดตอนเป็น ระยะๆ
จะดูไม่งามพร้อมกับ คำกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย (ขอส่วนกุศลนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงมีความสุข หรือว่า
ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอุทิศผลบุญกุศลนี้ไปให้ไพศาล
ถึงบิดามารดาและอาจารย์ ทั้งลูกหลานใกล้ชิดสนิทกัน
เมื่อได้ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลเป็นส่วนรวมแล้ว นิยมอุทิศระบุ เฉพาะ เจาะจงชื่อ นามสกุลของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว อย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระสงฆ์รูปที่สองรับอนุโมทนาว่า (สัพพีตีโย) ผู้กรวดน้ำนิยมเทน้ำ กรวด ให้หมดภาชนะ แล้วประนมมือรับพรต่อไปจนจบ
ขณะที่พระสงฆ์กำลังสวดบทอนุโมทนาอยู่นั้น
เจ้าภาพหรือประธานหรือประธานพิธีไม่ควรลุกไปทำธุระอย่าง
เมื่อพระสงฆ์อนุโมทนาสวดจบแล้ว
เจ้าภาพหรือประธานในพิธีนิยมกราบหรือ
ไหว้แสดงความเคารพพระสงฆ์อีกครั้ง
บ้านเรือน
เพื่อฝากไว้กับแม่พระธรณี ห้ามมิให้เทลงในกระโถน
หรือเทลงในที่สกปรก การไปงานรดน้ำศพ
-
คฤหัสถ์ผู้ไปงานรดน้ำศพนั้น
ทั้งสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษนิยมแต่งกายไว้ทุกข์แก่ท่าน
การรดน้ำศพนั้น
ถือกันสืบมาว่าเป็นกิริยาอาการขอขมาโทษต่อศพของท่าน
-
ในการรดน้ำศพนั้น
จึงนิยมทำการรดน้ำเฉพาะศพของท่านผู้มีอาวุโสสูงกว่าตน
ท่านผู้มีอาวุโสสูงกว่าผู้ล่วงลับไปแล้ว
ก็นิยมไปร่วมพิธีในงานรดน้ำศพนั้นด้วย
วิธีปฏิบัติการรดน้ำศพคฤหัสถ์
- ถ้าเป็นศพคฤหัสถ์ ซึ่งมีอาวุโสสูงกว่าตน
ก่อนจะทำพิธีรดน้ำศพนิยมนั่งคุกเข่าน้อมตัวลงยกมือไหว้ - เมื่อยกมือไหว้ขอขมาโทษต่อศพจบแล้ว ก็ถือภาชนะสำหรับรดน้ำด้วยมือทั้งสอง เทน้ำลงที่ฝ่ามือขวาของศพพร้อมกับนึกในใจว่า อิทัง มะตะกะสะรีรัง อาสิญจิโตทะกัง วิยะ อะโหสิกัมมัง (ร่างกายที่ตายแล้วนี้ ย่อมเป็นอโหสิกรรม ไม่มีโทษเหมือนน้ำที่รดแล้วฉะนั้น) - เมื่อรดน้ำศพเสร็จแล้ว นิยมน้อมตัวลงยกมือไหว้พร้อมกับนึกอธิษฐานว่า ขอจงไปสู่สุคติ ๆ เถิด เป็นเสร็จพิธี วิธีปฏิบัติการรดน้ำศพพระสงฆ์
- ถ้าเป็นศพพระภิกษุสงฆ์ ก่อนรดน้ำศพ นิยมนั่งคุกเข่าตามเพศ
คือถ้าเป็นสุภาพบุรุษ พึงนั่งคุกเขาตั้งปลายเท้าลงจรดพื้น พร้อมกับนึกขอขมา โทษดังกล่าวแล้ว
- เมื่อกราบขอขมาโทษเสร็จแล้ว
พึงถือภาชนะสำหรับรดน้ำศพด้วยมือทั้งสอง
เทน้ำรดลงที่ฝ่ามือขวาของศพพร้อม
- เมื่อรดน้ำศพเสร็จแล้ว นิยมกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์อีก ๓ ครั้ง
การไปงานเผาศพ
- บุคคลผู้จะไปงานเผาศพนั้น
จะเป็นงานพระราชทานเพลิงศพก็ตามงานฌาปนกิจศพก็ตาม
นิยมแต่งกายไว้ทุกข์
- ผู้จะไปงานศพนั้น นิยมเตรียมเครื่องขอขมาศพ คือ ธูปไม้ระกำ
เทียน และดอกไม้จันทน์ (ถ้ามี)
วิธีปฏิบัติการเผาศพ
- เมื่อขึ้นไปถึงเมรุแล้ว นิยมยืนตรง ห่างจากศพประมาณ๑
ก้าว ถ้าแต่งเครื่องแบบข้าราชการ นิยมยืนตรงโค้งคำนับ
ขณะที่ยืนตรง โค้งคำนับ หรือน้อมตัวลงยกมือไหว้นิยมตั้งจิตขอขมา โทษต่อหน้าศพนั้นว่า กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง อะโหสิกัมมัง โหตุ ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินต่อท่าน ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจ ก็ดี ขอท่านโปรด อโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด
- เมื่อขอขมาโทษจบแล้ว นิยมน้อมตัวลงวางธูป เทียน ดอกไม้จันทน์
อะยัมปิ โข เม กาโย เอวังธัมโม เอวังภาวี เอวังอะนะ ตีโต ร่างกายของเราแม้นี้แล ย่อมมีความตายเป็นธรรมดาอย่างนี้ มีปกติเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความตายอย่างนี้ไปได้
- เมื่อพิจารณาตนเองถึงความตายจบแล้ว
นิยมวางเครื่องขอขมาศพนั้นลงแล้วยืนตรงโค้งคำนับ
ขอจงไปสู่สุคติ ๆ เถิด ดังนี้แล้วเป็นเสร็จพิธี
- การที่ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายขึ้นไปทำพิธีเผาศพพร้อมกันนั้น
เป็นพิธีการแสดงความเคารพศพเท่านั้น
- เมื่อแขกที่ได้รับเชิญมาขึ้นไปทำความเคารพศพหมดแล้วนิยมให้
วงศาคณาญาติสนิทมิตรสหาย ระเบียบปฏิบัติการทำบุญเก็บอัฐิ การเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ในพิธี ในพิธีการทำบุญเก็บอัฐินั้น นิยมจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ไว้ให้มีพร้อมก่อนถึงเวลาทำบุญ ดังต่อไปนี้ โกศสำหรับใส่อัฐิ กล่องโลหะ คือ ลุ้ง หรือหีบไม้ สำหรับใส่อัฐิที่เหลือและอังคาร ผ้าขาวสำหรับห่อกล่องโลหะ คือ ลุ้ง หรือหีบไม้ -ผ้าสำหรับทอดบังสุกุลก่อนเก็บอัฐิ อาหารหวานคาว สำหรับถวายพระสงฆ์ -นิมนต์พระสงฆ์ พิจารณาผ้าบังสุกุล ก่อนเก็บอัฐิ การกำหนดเวลาเก็บอัฐิ
-การกำหนดเวลาเก็บอัฐินั้น นิยมปฏิบัติกันโดยมาก
แบ่งออกได้เป็น ๒ แบบ คือ
-ทำพิธีเก็บอัฐิตอนเช้า วันรุ่งขึ้น
-การทำพิธีเก็บอัฐิ ตอนเย็น วันเผานั้น
นิยมปฏิบัติในงานพระราชทานเพลิงศพหรืองานฌาปนกิจศพ
-
การทำพิธีเก็บอัฐิตอนเช้า วันรุ่งขึ้นนั้น
นิยมปฏิบัติในงานเผาศพที่เจ้าภาพมีความประสงค์จะบำเพ็ญกุศลทำบุญอัฐิ
- ในการทำบุญเก็บอัฐิตอนเช้าวันรุ่งขึ้นนี้ นิยมจัดอาหารคาว
หวานใส่หาบโดยจัดใส่สำหรับคาว ๓ ที่ - พิธีการจัดอาหารคาวและหวานใส่สำรับ แล้วให้คนหาบไปถวายพระสงฆ์ ๓ ที่อย่างนี้ นิยมเรียกว่า พิธีสามหาบ
ความจริง ขณะที่คนหาบเดินเวียนรอบเชิงตะกอน ๓ รอบ
และกู่เรียกหากันเป็นวิธีปฏิบัติสมัยโบราณ
ซึ่งจำเป็น ขออวยชัยให้ท่านผู้อ่าน ประสบสุขสวัสดีมีชัยในชีวิต เจริญพร บทส่งท้าย
พระเดชพระคุณท่าน พระราชวรญาณมุนี เป็นพระเถระ ที่ประกอบด้วย
พรหมวิหารธรรม ๔ ประการ คือ
ยิ่งกล้าพูดได้ว่าท่านเป็นพระเถระที่กรอบด้วยธรรมข้างต้นนั้น
เพราะการสัมผัสเมตตาธรรมเหล่านั้นตลอดมา
ยิ่งนับตั้งแต่พระเดชพระคุณท่านได้รับพระบัญชาจากมหาเถรสมาคม
ยิ่งสำหรับกระผมแล้วในนามศิษยานุศิษย์รู้สึกขอบพระคุณ
และซาบซึ่งในเมตตาธรรมของเพราะเดชพระคุณ
ในการจัดงานครั้งนี้
ขอกราบขอบพระคุณ
ขอบคุณในน้ำใจของท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน
ปัจจัยให้ท่านทั้งหลายประสบแต่สิ่งที่ดีงาม สมบูรณ์พูนผลใน สิ่งที่พึงปรารถนา ทุกประการเทอญ ฯ พระครูวินัยธรสมพร ปญญาวชิโร ผู้เรียบเรียง |