ทำอย่างไร ?
จึงจะเข้าใจชีวิต
 
ประสบการณ์และความรู้ในชีวิตของคนแต่ละคนมีอยู่อย่างจำกัดแต่ความเป็นไปของชีวิตมนุษย์นั้นกว้างใหญ่ไพศาล
มีความวิจิตรพิสดารสุดจะพรรณาได้ เพราะมนุษย์ มีตัณหาอันวิจิตร จึงได้สร้างกรรมอันวิจิตร
  กรรมอันมากมายหลากหลายนั่นเอง
สร้างสรรค์ให้สัตว์ทั้งหลายเป็นไปต่าง ๆ ยากที่จะรู้ที่จะเข้าใจ ผู้รู้แล้วเข้าใจแล้ว จะแสดงชี้แจงให้ผู้อื่นรู้ตาม เข้าใจตามก็แสนจะยาก
เพราะสัตว์ทั้งหลาย ถูกคล้องไว้ด้วยเชือกอันเหนียวแน่น คือ ทิฎฐิอันคนปักใจเห็น
  ปักใจเชื่อ เพราะได้ฟังมา
ได้ชอบใจมา ได้ถือสืบ ๆ กันมา
  เป็นต้นว่า "นี้เท่านั้นที่เป็นจริง อย่างอื่นเท็จหมด "สัจจาภินิเวส" หรือ Dogmatieiam
จึงฝังแน่นอยู่ในจิตสำนึกของมนุษย์แต่ละคนอย่างยาก  ที่จะรื้อถอนได้ ทำอย่างไร ?  จึงจะเข้าใจชีวิตได้พอสมควร
เราจะต้องเฝ้าสังเกตุ พิจารณาความเป็นไปแห่งชีวิต ทั้งของตนและของผู้อื่น  อย่างรอบคอบและด้วยใจเป็นธรรม รู้จักโยงเหตุไปหาผล
และ จัดผ
ลได้แล้ว  สาวไปหาเหตุอยู่เสมอ ๆ ลึก ๆ แล้วมนุษย์เราย่อมรู้อยู่บ้างเหมือนกันว่า   ผลอะไรเกิดขึ้น เพราะเหตุอะไร
แต่เขาไม่ค่อยยอมรับว่า
  เขาเป็นคนทำมันขึ้นมาเองในส่วนที่ไม่ดี  ต่ในส่วนที่ดี เขาจะรีบรับและก็โฆษณาที่เกินจริงไปก็มาก.
มนุษย์เรา จะเข้าใจชีวิตได้อย่างไร
ถ้าเขามัวคร่ำครวญหา เรียกร้องเอา แต่ผลดี ๆ ไม่ยอมรับ เบี่ยงเบน ผลักไสไล่ส่งผลร้ายแม้ที่เขาก็รู้ว่า  เขาก่อเหตุนั้นขึ้นมาเอง
 ใจเขาจะสงบได้อย่างไร ในเมื่อเขาอ้าแขนรับแต่เรื่องดีและวิ่งหนีผลร้าย ใจจ้องแต่จะตะครุบเอาความสุข เลี่ยงหนีความทุกข์อยู่ร่ำไป
โดยมิได้ตระหนักว่า สุข
-ทุกข์ เป็นฤดูกาลของชีวิต  เพื่อให้เราได้เรียนรู้ชีวิตและเข้าใจชีวิตอย่างถูกต้องถ่องแท้ในที่สุด.
ภัยใหญ่ของมนุษย์คือ ความทุกข์ การดิ้นรนขวนขวายของมนุษย์ โดย ประการต่าง ๆ ก็เพื่อบำบัดความทุกข์ หรือ แก้ทุกข์
ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ หรือ ที่คาดว่าจะมีมาในภายหน้าที่มนุษย์วิตกกังวลถึง
  และวิตกกังวลถึงทุกข์ที่ยังมองไม่เห็นนั่นเอง
สิ่งที่มนุษย์เราเผชิญหน้าอยู่ทุก ๆ วัน และ เป็นปัญหาประจำวันก็คือความทุกข์กับวิธีแก้ไขทุกข์หรือความดับทุกข์นั่นเอง
เมื่อความทุกข์ดับลงหรือลดลง ครั้งหนึ่งเราก็เรียกว่าสุข
  ความทุกข์เป็นของจริง แต่ความสุขเป็นสิ่งสมมุติ.
ศาสนาทุกศาสนาเกิดขึ้น เพื่อแก้ปัญหาเรื่องทุกข์ของมนุษย์  แม้จะเป็นวิธีแก้ที่ต่างกันก็จริง  แต่จุดมุ่งหมายอันเดียวกัน คือ
แก้ปัญหาเรื่องทุกข์นั่นเองระบบเศรษฐกิจการเมือง การศึกษา ปรัชญา สังคม ตลอดถึงการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ก็เพื่อแก้ทุกข์ของมนุษย์นั่นเอง หรือ อย่างน้อยก็เพื่อให้ความขัดข้อง ความไม่สะดวกต่าง ๆ ลดน้อยลงแต่สิ่งเหล่านั้น
มีทั้งคุณและโทษเจือปนกันอยู่ จึงต้องใช้อย่างระมัดระวังศาสนาเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตมนุษย์ตรงที่
อาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาความทุกข์ของมนุษย์นั่นเอง

โดยเฉพาะควาทุกข์ทางใจ แม้ความทุกข์ทางเศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยหลักธรรมทางศาสนา 
ถ้ามีคนมีคุณธรรมพอ มีสุขภาพจิตที่ดีพอปัญหาอื่นๆก็จะลดลงได้เอง 
ถ้าเราสามารถพัฒนาคุณธรรมให้เกิดขึ้นได้แล้วทุกๆอย่างจะบรรลุเป้าหมายได้หมด  คุณธรรมเป็นแกนของระบบต่าง ๆ ทั้งหมด
ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา และ ชีวิตส่วนบุคคล รวมทั้งชีวิตครอบครัวด้วย.