~*~ ทำอย่างไร ? จึงจะเข้าใจชีวิต~*~
ประสบการณ์และความรู้ในชีวิตของคนแต่ละคนมีอยู่อย่างจำกัด  แต่ความเป็นไปของชีวิตมนุษย์นั้นกว้างใหญ่ไพศาล มีความวิจิตรพิสดารสุดจะพรรณาได้ เพราะมนุษย์ มีตัณหาอันวิจิตร จึงได้สร้างกรรมอันวิจิตร  กรรมอันมากมายหลากหลายนั่นเอง สร้างสรรค์ให้สัตว์ทั้งหลายเป็นไปต่าง ๆ ยากที่จะรู้ ยากที่จะเข้าใจ 
ผู้รู้แล้วเข้าใจแล้ว จะแสดงชี้แจงให้ผู้อื่นรู้ตาม เข้าใจตามก็แสนจะยาก  เพราะสัตว์ทั้งหลาย ถูกคล้องไว้ด้วยเชือกอันเหนียวแน่น คือ ทิฎฐิอันคนปักใจเห็น  ปักใจเชื่อ เพราะได้ฟังมา
 ได้ชอบใจมา ได้ถือสืบ ๆ กันมา
  เป็นต้นว่า "นี้เท่านั้นที่เป็นจริง อย่างอื่นเท็จหมด "สัจจาภินิเวส" หรือ Dogmatieiam จึงฝังแน่นอยู่ในจิตสำนึกของมนุษย์แต่ละคนอย่างยาก
ที่จะรื้อถอนได้
 ทำอย่างไร ? จึงจะเข้าใจชีวิตได้พอสมควร  เราจะต้องเฝ้าสังเกตุ พิจารณาความเป็นไปแห่งชีวิต ทั้งของตนและของผู้อื่น  อย่างรอบคอบและด้วยใจเป็นธรรม
รู้จักโยงเหตุไปหาผล และ จัดผลได้แล้ว
  สาวไปหาเหตุอยู่เสมอ ๆ ลึก ๆ แล้วมนุษย์เราย่อมรู้อยู่บ้างเหมือนกันว่า ผลอะไรเกิดขึ้น เพราะเหตุอะไร แต่เขาไม่ค่อยยอมรับว่า  
เขาเป็นคนทำมันขึ้นมาเองในส่วนที่ไม่ดี
  แต่ในส่วนที่ดี เขาจะรีบรับและก็โฆษณาที่เกินจริงไปก็มาก....  มนุษย์เรา จะเข้าใจชีวิตได้อย่างไร
 ถ้าเขามัวคร่ำครวญหา เรียกร้องเอา แต่ผลดี ๆ ไม่ยอมรับ เบี่ยงเบน ผลักไสไล่ส่งผลร้ายแม้ที่เขาก็รู้ว่า  
เขาก่อเหตุนั้นขึ้นมาเอง
  ใจเขาจะสงบได้อย่างไร ในเมื่อเขาอ้าแขนรับแต่เรื่องดีและวิ่งหนีผลร้าย ใจจ้องแต่จะตะครุบเอาความสุข เลี่ยงหนีความทุกข์อยู่ร่ำไป
โดยมิได้ตระหนักว่า สุข-ทุกข์ เป็นฤดูกาลของชีวิต  เพื่อให้เราได้เรียนรู้ชีวิตและเข้าใจชีวิตอย่างถูกต้องถ่องแท้ในที่สุด.
        ภัยใหญ่ของมนุษย์คือ ความทุกข์ การดิ้นรนขวนขวายของมนุษย์ โดย ประการต่าง ๆ ก็เพื่อบำบัดความทุกข์ หรือ แก้ทุกข์ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ หรือ ที่คาดว่าจะมีมาในภายหน้าที่มนุษย์วิตกกังวลถึง  และวิตกกังวลถึงทุกข์ที่ยังมองไม่เห็นนั่นเอง  สิ่งที่มนุษย์เราเผชิญหน้าอยู่ทุก ๆ วัน และ เป็นปัญหาประจำวันก็คือความทุกข์
กับวิธีแก้ไขทุกข์หรือความดับทุกข์นั่นเอง
  เมื่อความทุกข์ดับลงหรือลดลง ครั้งหนึ่งเราก็เรียกว่าสุข 
 ความทุกข์เป็นของจริง แต่ความสุขเป็นสิ่งสมมุติ.
        ศาสนาทุกศาสนาเกิดขึ้น เพื่อแก้ปัญหาเรื่องทุกข์ของมนุษย์  แม้จะเป็นวิธีแก้ที่ต่างกันก็จริง  แต่จุดมุ่งหมายอันเดียวกัน คือ แก้ปัญหาเรื่องทุกข์นั่นเองระบบเศรษฐกิจ
การเมือง การศึกษา ปรัชญา สังคม ตลอดถึงการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ก็เพื่อแก้ทุกข์ของมนุษย์นั่นเอง หรือ อย่างน้อยก็เพื่อให้ความขัดข้อง ความไม่สะดวกต่าง ๆ ลดน้อยลง
แต่สิ่งเหล่านั้นมีทั้งคุณและโทษเจือปนกันอยู่ จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง.

        ศาสนาเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตมนุษย์ตรงที่ อาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาความทุกข์ของมนุษย์นั่นเอง  โดยเฉพาะควาทุกข์ทางใจ แม้ความทุกข์ทางเศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง
ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยหลักธรรมทางศาสนา
  ถ้ามีคนมีคุณธรรมพอ มีสุขภาพจิตที่ดีพอ ปัญหาอื่น ๆ ก็จะลดลงได้เอง ถ้าเราสามารถพัฒนาคุณธรรมให้เกิดขึ้นได้แล้ว  ทุก ๆ
อย่างจะบรรลุเป้าหมายได้หมด
  คุณธรรมเป็นแกนของระบบต่าง ๆ ทั้งหมด ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา และ ชีวิตส่วนบุคคล รวมทั้งชีวิตครอบครัวด้วย.